แบบฝึกคิด

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569

การประเมินอีพอร์ตโฟลิโอ

สรุปผลรายงานการประเมินแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-portfolio) ของนางสาวนารีรัตน์ ภาสดา รหัส 66121860110

โดยมีการเชิญผู้อ่านให้เข้าชมBLOGจากนั้นทำแบบประเมินจากLinkด้านล่าง
Link: https://forms.gle/LRdSns5aTzz6BxKC7


จากผู้เข้าเยี่ยมชมทั้งหมด 6 คน



ระดับคะแนนแต่ละข้อ










สรุปการประเมินอีพอร์ตโฟลิโอ
1. ความสมบูรณ์ของแฟ้มสะสมผลงานอยู่ในระดับ                         ดีมาก ได้ 5      คะแนน
2. ความสะดวกในการค้นหาข้อมูลอยู่ในระดับ                               ดีมาก ได้ 4.8   คะแนน
3. การเลือกหลักฐานหรือตัวอย่างผลงานอยู่ในระดับ                     ดีมาก ได้ 5       คะแนน
4. การจัดเนื้อหาและตัวอย่างผลงานในBLOG 
ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นอยู่ในระดับ                                                ดีมาก ได้ 4.8    คะแนน
5. มีการสะท้อนคิดในผลงานที่นำเสนออยู่ในระดับ                         ดีมาก ได้ 5      คะแนน
6. ความสวยงาม การจัดองค์ประกอบ การออกแบบ มีความ
น่าสนใจอยู่ในระดับ                                                                    ดีมาก ได้ 4.8     คะแนน
7. ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของ การใช้ภาษาหลัก
ภาษาเขียนเหตุผล/อธิบาย ชิ้นงานอยู่ในระดับ                               ดีมาก ได้ 4.7    คะแนน
8. ผู้นำเสนอมีการเตรียมความพร้อมอยู่ในระดับ                             ดีมาก ได้ 5       คะแนน
9. รูปแบบที่ใช้ในการนำเสนออยู่ในระดับ                                      ดีมาก ได้ 4.8    คะแนน
10. เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการหาความรู้อยู่ในระดับ                    ดีมาก ได้ 5       คะแนน
11. การเลือกหลักฐานหรือตัวอย่างผลงานอยู่ในระดับ                    ดีมาก ได้ 5       คะแนน
ข้อเสนอแนะ
    ผู้ร่วมประเมินอีพอร์ตโฟลิโอยังได้ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้
1. จัดเรียงเนื้อหาblogเข้าใจง่าย สะดวกดี
2. เนื้อหาในบล็อกมีความถูกต้องและสอดคล้องกับหัวข้อ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย การเรียบเรียงเป็นลำดับขั้นตอนดี อ่านแล้วไม่สับสน
3. ผลงานในแฟ้มสะสมงานมีความครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งด้านเนื้อหา ภาพประกอบ และข้อมูลประกอบการอธิบาย แสดงให้เห็นถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีความละเอียด รอบคอบ และสามารถสะท้อนกระบวนการทำงานได้อย่างชัดเจน
4. จัดเรียงอ่านง่าย รายละเอียดชัดเจนดีมาก

    จากการประเมินอีพอร์ตโฟลิโอโดยเพื่อนร่วมชั้น ทำให้ดิฉันได้ทราบถึงคุณภาพของผลงานและมองเห็นภาพรวมของงานตนเองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่าผลงานอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสมบูรณ์ของแฟ้มสะสมผลงาน การจัดเนื้อหา การออกแบบ และการสะท้อนการเรียนรู้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการจัดทำอีพอร์ตโฟลิโอ นอกจากนี้ การได้รับความคิดเห็นจากเพื่อนยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถนำข้อเสนอแนะไปพัฒนาผลงานของตนเองให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

ประวัติส่วนตัว






ชื่อ-สกุล  นางสาวนารีรัตน์ ภาสดา  ชื่อเล่น ปู
รหัสนักศึกษา 66121860110
สาขา การศึกษาปฐมวัย  หลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต
คณะ ครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

ความคาดหวังในการเรียน
    ดิฉันคาดหวังว่าการเรียนรายวิชา การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และการศึกษาเด็กรายกรณีปฐมวัย จะช่วยให้ฉันมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ฉันต้องการเรียนรู้วิธีการประเมินพัฒนาการเด็กอย่างถูกต้อง เหมาะสมกับวัย และสามารถนำไปใช้ได้จริงในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
    นอกจากนี้ ฉันคาดหวังว่าจะใช้เทคนิคการประเมินพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ รวมทั้งสามารถดำเนินการศึกษาเด็กรายกรณีได้อย่างมีขั้นตอน เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งพัฒนาตนเองให้มีจรรยาบรรณและทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครูปฐมวัย

การวางแผนการเรียนรู้
    ในการเรียนรายวิชา การประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ฉันจะวางแผนการเรียนรู้ของตนเองดังนี้
1. ศึกษาเนื้อหาและเอกสารประกอบการเรียนล่วงหน้า เพื่อทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพัฒนาการและการประเมินเด็กปฐมวัย
2. ตั้งใจฟังการบรรยาย ซักถามข้อสงสัย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น
3. ฝึกการเทคนิคการประเมินเด็กในสถานการณ์จริง และบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบและเป็นกลาง
4. เรียนรู้และฝึกใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยให้เหมาะสมกับช่วงวัย
5. วิเคราะห์ผลการประเมินเพื่อนำไปใช้ในการวางแผนส่งเสริมและพัฒนาเด็กเป็นรายบุคคล
6. นำข้อเสนอแนะจากอาจารย์มาปรับปรุงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
7. ปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบ มีวินัย และยึดหลักจริยธรรมในการประเมินพัฒนาการเด็ก


การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินฯ


บทบาทของครูและผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

หัวข้อ หน่วยที่ 6: การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย และ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง


1) เชิญผู้ปกครองมาเป็นวิทยากร


2) ขออนุมัติพานักเรียนไปทัศนศึกษา


3) สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกันเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย




สารนิทัศน์


👉สารนิทัศน์👈

สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์
1. เตรียมความพร้อม
- รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
- บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
- จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน

ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

การใช้แฟ้มงานเด็ก

👉การใช้แฟ้มงานเด็ก👈

การใช้แฟ้มงานเด็ก (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก
สำหรับเด็ก – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป
สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

การใช้แบบทดสอบ

👉การใช้แบบทดสอบ 👈


การใช้แบบทดสอบ (Test) การตรวจสอบว่า เด็กเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียนในขั้นต่อไป ซึ่งเด็กจะต้องแสดงพฤติกรรม / ปฏิกิริยาอย่างใดอย่างหนึ่งที่ครูสามารถสังเกตเห็นได้ เช่น สามารถตอบคำถามของครูได้ สามารถทำตามคำสั่งได้ถูกต้อง (วรรณวดี ม้าลeพอง, 2525)


การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

➢ เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง
➢ ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมาย
เป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญ
แบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

การสร้างแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น

1. กำหนดจุดมุ่งหมายว่าจะสร้างแบบทดสอบเพื่อวัดพัฒนาการและความพร้อมด้านใด
2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
3. เขียนนิยามปฏิบัติการพัฒนาการด้านที่ต้องการวัดและประเมิน
4. สร้างแบบทดสอบ

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติว่า...) พัฒนาการด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถด้านภาษา
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถด้านภาษา หมายถึง ความสามารถ ด้านการฟังคำสั่งแล้วเข้าใจ ตลอดจนทำตามได้บอกคำตรงข้าม และความหมายที่ใกล้เคียงกันได้ตอบคำถามอะไรเอ่ยได้
เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างข้อคำถามต่อไป

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ หมายถึง ความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการแสดงความรู้สึก ดีใจหรือมีความสุข เสียใจหรือเศร้า กลัวและโกรธ เมื่อเด็กได้เผชิญปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความรู้สึกเหล่านั้น เพื่อดูว่าเด็กสามารถแสดงความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือไม่

ตัวอย่างการเขียนนิยามปฏิบัติการของพัฒนาการ
(สมมติ) พัฒนาการด้านสังคม หมายถึง ความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
นิยามปฏิบัติการ จะต้องอธิบายต่อว่าความสามารถของเด็กในการปรับตัวเข้ากับสังคม
หมายถึง สามารถเข้ากับกลุ่มเพื่อนได้ช่วยเหลือตัวเองได้ และรู้จักแบ่งปันสิ่งของตนเองให้กับผู้อื่น

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
1. จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบ วัดอะไร? ครูควรมีความรู้ความเข้าใจแบบทดสอบเป็นอย่างดี
2. ความเชื่อถือได้ และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ ออกแบบโดยผู้มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับ
พัฒนาการ ความต้องการและความสนใจของเด็ก ตระหนักว่าการนั่งทำข้อสอบนั้นขัดต่อธรรมชาติของเด็ก
3. ต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวในการประเมินพัฒนาการเด็ก
4. ตระหนักว่าแบบทดสอบอย่างเดียวใช้ประเมินพัฒนาการ หรือนำมากำหนด
วัตถุประสงค์ในชั้นเรียนไม่ได้
     - พฤติกรรมเด็กเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
     - เด็กไม่สามารถสื่อสารสิ่งที่คิดและเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ 
     - ความกังวล
     - ระยะเวลาสอบ 
     - ไม่คุ้นกับสถานที่
5. ครูและผู้บริหาร ต้องให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ

การทำสังคมมิติ

👉การทำสังคมมิติ👈

การทำสังคมมิติ (Sociogram) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน การทำสังคมมิติให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียวเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน

เครื่องมือสังคมมิติ
นิยมใช้ 2 วิธี คือ
1. การทายลักษณะ เช่น
ใครเอ่ย.......?
ใครเอ่ย หวงของเล่น?
ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
2. การสร้างภาพทางสังคม
ถ้า ....... หนูจะ .......... ?
ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?



ตัวอย่างการทำสังคมมิติของโรงเรียนอนุบาลขุนตาล






การใช้แบบประเมินพัฒนาการ

👉การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ👈

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ (Checklists) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร
หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียวครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ
ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กวัย 3-4 ปี
ชื่อนักเรียน…….... วันเดือนปี เกิด….....อายุ………ปี………เดือน
รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น
โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
3 หมายถึง ดี
2 หมายถึง ปานกลาง
1 หมายถึง ควรปรับปรุง


ข้อดีของการใช้ Checklists
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
- สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
- ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษา โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการ



การบันทึกคำพูดเด็ก


👉การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก👈


การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น


ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก







เก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี "การบันทึกคำพูดเด็ก / การบันทึกการสนทนา"



การสัมภาษณ์


👉การสัมภาษณ์👈

การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเปิดโอกาสให้มีการสอบถามหรือสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก ทัศนคติการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ (Interview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง


2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง


ผู้สัมภาษณ์ต้องมีประสบการณ์ เชี่ยวชาญในการถาม-ตอบ

3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ)

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม

ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ

การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี "การสัมภาษณ์" 


วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569

การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

👉การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ👈

การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) การสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา โดยที่ครูใช้วิธีเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กในระหว่างการเรียนการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมตามที่เห็นและได้ยิน ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปและการสังเกตพฤติกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพัก สลับช่วงเวลา
4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น
5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต
1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน
2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ

ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต
4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก


ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม






การเก็บข้อมูลของเด็กที่เป็นกรณีศึกษาด้วยเทคนิควิธี "การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ"

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

การเขียนบันทึกประจำวัน

💫การเขียนบันทึกประจำวัน💫


บันทึกประจำวันฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
วัน เดือน ปี : 9 ธันวาคม 2568
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

ในวันนี้ข้าพเจ้าได้เข้าปฏิบัติงานในสถานศึกษาและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมประจำวันของนักเรียน ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงเย็น โดยเริ่มจากการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า ช่วยดูแลนักเรียนในกิจกรรมหน้าเสาธง ได้แก่ การเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ และกล่าวคำปฏิญาณตน เพื่อปลูกฝังระเบียบวินัย ความมีระเบียบเรียบร้อย และความรักชาติให้แก่นักเรียน จากนั้นได้ช่วยครูประจำชั้นดูแลนักเรียนก่อนเข้าห้องเรียน เตรียมความพร้อมด้านร่างกายและอารมณ์ของเด็ก

ต่อมา ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภายในห้องเรียน โดยพาเด็กท่องคำคล้องจองและบรรยายถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 หลังจากนั้นนำนวัตกรรมเกมการศึกษา วงล้อสัมผัส ซึ่งเป็นเกมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การชิมรส และการสัมผัส โดยจับคู่ภาพเชื่อมโยงกัน นวัตกรรมนี้ช่วยกระตุ้นความสนใจ ส่งเสริมการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และพัฒนาทักษะการคิด การสังเกต และการจดจ่อกับกิจกรรมได้เป็นอย่างดี

ในช่วงสาย ข้าพเจ้าได้ให้เด็กทำกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์หนูน้อยโรยทราย โดยที่ให้เด็กระบายสีภาพแล้วใช้กาวทาลงบนภาพและโรยทราย

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้ช่วยครูดูแลนักเรียนในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน โดยแนะนำการรับประทานอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ การล้างมือก่อน–หลังรับประทานอาหาร และการเก็บภาชนะให้เป็นระเบียบ รวมถึงดูแลนักเรียนในช่วงพักผ่อนกลางวัน เพื่อให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและเหมาะสมกับวัย

ในช่วงบ่าย ระหว่างนักเรียนนอนข้าพเจ้าได้เตรียมสื่อเกมการศึกษาที่จะใช้สอนในวันพรุ่งนี้และเตรียมและเตรียมแบบฝึกหัดให้เด็กฝึกเขียนก่อนกลับบ้าน 

ก่อนเลิกเรียน ข้าพเจ้าได้ช่วยครูดูแลนักเรียนในการเตรียมตัวกลับบ้าน ตรวจสอบความเรียบร้อย และร่วมปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

จากการปฏิบัติงานในวันนี้ ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ตรงในการดูแลและจัดกิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ได้เรียนรู้บทบาทหน้าที่ของครู การจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นครูที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต


บันทึกสะท้อนการจัดการเรียนการสอน (เกี่ยวกับการสอน 1 ชิ้น)

หัวข้อกิจกรรม: จับคู่ภาพเชื่อมโยง "วงล้อสัมผัส"

1. วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

  1. สามารถเชื่อมโยงภาพสัญลักษณ์กับอวัยวะที่ใช้รับรู้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนังได้อย่างถูกต้อง

  2. พัฒนาทักษะการสังเกต การคิดเชื่อมโยง และการจดจ่อกับกิจกรรม

  3. ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตามพัฒนาการของเด็กปฐมวัย

  4. ส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น การรอคอย และการปฏิบัติตามกติกา

2. ลักษณะกิจกรรมการเรียนการสอน

กิจกรรมวงล้อสัมผัสเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น โดยจัดเตรียมสื่อวงล้อสัมผัสและบัตรภาพแสดงการใช้ประสาทสัมผัส เช่น ภาพการดมกลิ่น การฟังเสียง การมองเห็น การชิมรส และการสัมผัส ให้เด็กผลัดกันเลือกบัตรภาพที่สอดคล้องกับประสาทสัมผัสนั้นและนำไปติดกับอวัยวะให้ถูกต้อง เช่น ภาพการดมกลิ่นนำไปติดที่จมูก ภาพการฟังเสียงนำไปติดที่หู เป็นต้น

3. กระบวนการประเมินผล (ออกแบบโดยนักศึกษา)

1) การสังเกตพฤติกรรม

ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมวงล้อสัมผัส โดยพิจารณาจาก

  • ความสนใจและความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม

  • การมีส่วนร่วมในการหมุนวงล้อและเลือกบัตรภาพ

  • ความตั้งใจและความรับผิดชอบในการปฏิบัติกิจกรรมจนเสร็จ

  • การปฏิบัติตามกติกาและการรอคอยตามลำดับ

2) การประเมินจากการปฏิบัติจริง

ประเมินจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมจับคู่ภาพเชื่อมโยงประสาทสัมผัส โดยพิจารณาจาก

  • ความถูกต้องในการจับคู่ภาพกับอวัยวะรับสัมผัสที่สอดคล้องกัน
    (เช่น ภาพการดมกลิ่นติดที่จมูก ภาพการฟังเสียงติดที่หู)

  • ความสามารถในการปฏิบัติตามคำแนะนำของครูได้อย่างเหมาะสมกับวัย

  • ความกล้าแสดงออกและความมั่นใจในการเลือกและติดภาพ

3) การซักถามและการสนทนา

ประเมินจากการซักถามระหว่างและหลังกิจกรรม โดยพิจารณาจาก

  • การตอบคำถามเกี่ยวกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ถูกต้อง

  • การอธิบายเหตุผลในการเลือกภาพเชื่อมโยงกับอวัยวะรับสัมผัส

  • การสื่อสารความคิดและความเข้าใจด้วยภาษาของตนเอง

4) การประเมินจากผลงานหรือร่องรอยการเรียนรู้

ประเมินจากผลงานหรือร่องรอยที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม โดยพิจารณาจาก

  • ผลงานการติดบัตรภาพเชื่อมโยงประสาทสัมผัสบนแผ่นกิจกรรม

  • ความถูกต้องและความครบถ้วนของการจัดวางภาพ

  • การสะท้อนความเข้าใจของนักเรียนผ่านผลงานหรือการเล่าเรื่องสั้น ๆ หลังจบกิจกรรม

4. ผลการประเมิน

จากการประเมินพบว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถจับคู่ภาพเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสได้ถูกต้อง แสดงความสนใจและกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม เด็กสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ดี กล้าแสดงออก และสามารถอธิบายการเลือกภาพของตนเองได้ในระดับที่เหมาะสมกับวัย บางรายยังต้องได้รับการกระตุ้นและคำแนะนำเพิ่มเติม แต่โดยรวมถือว่ากิจกรรมบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

5. ข้อคิดและการพัฒนา

จากการจัดกิจกรรมวงล้อสัมผัสในครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการจัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงและใช้สื่อที่ดึงดูดความสนใจ สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กเกิดความสนุกสนานและเรียนรู้ได้ดีผ่านการเล่น ในการพัฒนาครั้งต่อไป ควรเพิ่มวัสดุจริงประกอบกิจกรรม เช่น กลิ่นหรือวัตถุสัมผัส เพื่อให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสอย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น และสามารถพัฒนากิจกรรมให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น


คลิปวีดีโอท่องคำคล้องจองก่อนเริ่มกิจกรรม


ภาพการทำกิจกรรม











ประวัติกรณีศึกษา

 รายงานพัฒนาการเด็กปฐมวัย