แบบฝึกหัด : เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
แบบฝึกคิด
วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568
วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568
การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองในการประเมินและพัฒนาผู้เรียน
ด้านร่างกาย น้องออโต้ มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ นํ้าหนัก 22 กิโลกรัม สูง 125 เซนติเมตร น้องมีการใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว น้องสามารถวิ่ง กระโดด ทรงตัว และเคลื่อนไหวร่างกายได้ดี รวมถึงสามารถใช้มือหยิบจับดินสอ วาดภาพ ตัดกระดาษ และทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยความประณีตได้ นอกจากนี้น้องยังสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน เช่น รับประทานอาหาร แต่งตัว และดูแลสุขอนามัยของตนเองได้เหมาะสมกับวัย
ด้านอารมณ์ น้องออโต้สามารถแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสม มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามความต้องการ น้องสามารถควบคุมอารมณ์โกรธหรือเสียใจได้ด้วยตนเอง
ด้านสังคม น้องออโต้เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ ปฏิบัติตามกติกา รู้จักการรอคอย การแบ่งปัน และการช่วยเหลือเพื่อน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น การเก็บของเล่นหรืออุปกรณ์หลังใช้งาน รวมทั้งสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสม
ด้านสติปัญญา น้องสามารถพูดเป็นประโยคยาว เล่าเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่องได้ สามารถจดจำและท่องตัวเลขตามลำดับได้ แต่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายและความสัมพันธ์ของตัวเลขกับจำนวนสิ่งของ ยังสับสนในการเปรียบเทียบจำนวนมาก–น้อย
แบบบันทึกการประชุมเพื่อหาแนวทางในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน
วันที่ 12 เดือน ธันวาคม ปี 2568 เวลา 9.00-10.00
สถานที่ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ชื่อ นามสกุล นักเรียน เด็กชายกันณภัทร พันทอง อายุ 6 ปี
เพศ ชาย ชั้น อนุบาล 3
ครูประจำชั้น ชื่อ นามสกุล นางสาวเกศสุดา อินทวี
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน เช่น แบบสอบถามใครเอ่ย สังคมมิติ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินพฤติกรรม แบบประเมินบุคลิกภาพ ฯลฯ (ระบุ)
- เครื่องที่ใช้ในการวิเคราะห์พฤดิกรรมนักเรียน คือ การสังเกต
ผู้ที่ให้ข้อมูลปัญหาพฤติกรรมนักเรียน เช่น ครูที่ปรึกษา ครูพี่เลี้ยง ครูแนะแนว เพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ ฯลฯ ระบุ)
- ครูพี่เลี้ยงและรุ่นพี่ในสาขาการศึกษาปฐมวัย
พฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา
1. พฤติกรรมการมีช่วงความสนใจระหว่างทำงานที่น้อย
2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขกับสัญลักษณ์
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา สาเหตุที่เลือก (เลือกปัญหาพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาหรือแก้ไขเร่งด่วน1ปัญหา)
ปัญหาพฤติกรรมที่เลือกศึกษา คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขกับสัญลักษณ์ เนื่องจาก เป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญของพัฒนาการด้านสติปัญญาในเด็กอนุบาล เด็กอยู่ในช่วงเริ่มเรียนรู้ตัวเลขและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ หากเด็กยังไม่สามารถเชื่อมโยงความหมายของตัวเลขกับสัญลักษณ์ได้อย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดความสับสน ขาดความมั่นใจ และไม่กล้าเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเหมาะสมกับวัยของเด็กอนุบาล
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากบุคลากรภายในโรงเรียน
ข้อเสนอแนะจาก ครูพี่เลี้ยง นางสาวเกศสุดา อินทวี ตำแหน่ง ครูประจำชั้นอนุบาล 3 ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เพื่อที่จะพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนกับสัญลักษณ์ตัวเลข ควรจัดกิจกรรมที่ใช้สื่อรูปธรรมและการปฏิบัติจริงให้มากขึ้น เช่น การนับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ การจับคู่จำนวนกับบัตรตัวเลข หรือการใช้บล็อก/ของเล่นที่สามารถจัดกลุ่มได้ เพื่อให้เด็กเห็นภาพและเข้าใจความหมายของจำนวนอย่างเป็นรูปธรรม
ข้อเสนอแนะจาก รุ่นพี่ในสาขา นางสาวรัตติกาล แก้วการ ตำแหน่ง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการศึกษาปฐมวัย ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากครูพี่เลี้ยงไว้ว่า ควรแบ่งขั้นตอนการเรียนรู้ให้ชัดเจน ตั้งแต่การนับ การเปรียบเทียบ ไปจนถึงการจับคู่กับตัวเลข พร้อมให้เด็กได้ฝึกซ้ำหลายครั้งในรูปแบบกิจกรรมเกม เพื่อสร้างความสนใจและลดความกดดัน รุ่นพี่ยังแนะนำให้ใช้แรงเสริมเชิงบวก เช่น การชมเชยและให้กำลังใจ เมื่อเด็กสามารถทำได้ถูกต้อง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและกระตุ้นให้เด็กกล้าลองทำมากขึ้น
แนวทางการช่วยเหลือในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน (ควรเลือกแนวทางการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่ใช่การลงโทษ)
ในการช่วยเหลือและพัฒนานักเรียนที่มีปัญหาในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนและสัญลักษณ์ตัวเลข นักศึกษาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพได้กำหนดแนวทางที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบวก โดยไม่ใช้การลงโทษ เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์ แนวทางดังกล่าวเริ่มจากการจัดกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ให้นักเรียนได้สัมผัสของจริงและฝึกปฏิบัติผ่านสื่อที่จับต้องได้ เช่น บล็อก ลูกปัด หรือของเล่นในห้องเรียน เด็กจะได้ฝึกนับ จัดกลุ่ม และจับคู่จำนวนกับตัวเลขอย่างเป็นขั้นตอน ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ นักศึกษาได้แบ่งกิจกรรมออกเป็นขั้นเล็ก ๆ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ทีละส่วนอย่างไม่รู้สึกกดดัน พร้อมทั้งใช้เกมและกิจกรรมสนุกสนานเป็นส่วนหนึ่งในการสอน เพื่อกระตุ้นความสนใจและทำให้เด็กเกิดความเพลิดเพลินขณะเรียนรู้ การเสริมแรงเชิงบวก เช่น การชมเชยหรือการให้สติกเกอร์รางวัล เล็กน้อยเมื่อเด็กมีความพยายามหรือทำได้ถูกต้อง ช่วยให้เด็กเกิดความมั่นใจและพร้อมที่จะทดลองทำซ้ำโดยไม่หวั่นกลัวความผิดพลาด
ในกระบวนการพัฒนา นักศึกษาฝึกสอนยังให้ความสำคัญกับการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด และบันทึกความก้าวหน้าเป็นรายบุคคล เพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับกระบวนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กแต่ละคน พร้อมทั้งสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูประจำชั้นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อร่วมกันวางแผนการสอนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การทำงานร่วมกันในระดับนี้ช่วยให้การพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ทั้งยังสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่น ปลอดภัย และส่งเสริมศักยภาพของเด็กอย่างเต็มที่
รายการเยี่ยมบ้าน ครั้งที่ 1
วันที่ 12 เดือน ธันวาคม พ.ศ 2568
ชื่อ - นามสกุลนักเรียน เด็กชายกันณภัทร พันทอง ชั้น อนุบาล 3
ชื่อผู้ปกครอง นางสาวกนกอร พันทอง มีความเกี่ยวข้องกับนักเรียน โดยเป็น มารดา
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0886494974 Line………-…….…………Facebook…………-…….…………
ชื่อ บิดา นายสุทาวุฒิ มุสิกธรรม ชื่อ มารดา นางสาวกนกอร พันทอง .
ช่องทางการติดต่อ โทรศัพท์ 0886494974 Line…-…….…………Facebook…………-…….…………
1. บรรยายสภาพบ้านและบริเวณที่ตั้ง (ใช้การสังเกต)
เป็นหมู่บ้านที่มีบ้านพักอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชน มีเพื่อนบ้านโดยรอบ บรรยากาศเงียบสงบและเป็นระเบียบ ลักษณะบ้านเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยปูน มีความแข็งแรงมั่นคง พื้นที่บริเวณบ้านกว้างขวาง สะอาด และปลอดภัย
2. บรรยายสภาพภายในบ้าน (ใช้การสังเกต)
พื้นที่ในบ้านไม่กว้างมากแต่มีการจัดและแบ่งพื้นที่บ้านให้เป็นส่วนๆดูสะอาดเรียบร้อยและเป็นระเบียบ มีเครื่องอำนวยความสะดวกบางรายการพอสมควร
3. บรรยายลักษณะท่าทีของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
จากการสังเกตและการสัมภาษณ์พบว่า ผู้ปกครองมีท่าทีเป็นกันเอง ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดี มีความตั้งใจรับฟัง ประเมินพฤติกรรมของบุตรหลานอย่างตรงไปตรงมา และเปิดใจต่อข้อเสนอแนะของครู นอกจากนี้ยังแสดงความเอาใจใส่ต่อการเรียนรู้ของเด็ก พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาด้านต่างๆของบุตรหลานอย่างเหมาะสม
4. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อนักเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อนักเรียน เห็นคุณค่าในศักยภาพของบุตรหลาน และเชื่อว่าเด็กสามารถพัฒนาได้เมื่อได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ผู้ปกครองแสดงทัศนคติเชิงบวก ไม่ตำหนิเด็ก แต่เน้นการสนับสนุน การให้กำลังใจ และพร้อมร่วมมือกับครูในการช่วยเหลือและพัฒนาเด็กให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
5. บรรยายเจตคติของผู้ปกครองหรือ บิดา มารดาที่มีต่อโรงเรียน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
ผู้ปกครองมีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียน มองว่าโรงเรียนมีการดูแลเด็กเป็นอย่างดีและจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม ผู้ปกครองไว้วางใจในการจัดการเรียนการสอนของครู และเชื่อว่าบุตรหลานได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ยังให้ความร่วมมือกับโรงเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และพร้อมสนับสนุนแนวทางการทำงานของครูเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
6. บรรยายภาวะการเรียนของนักเรียนเมื่ออยู่ที่บ้าน เช่น โอกาสในการทำการบ้าน การอ่านหนังสือ (ใช้การสัมภาษณ์ผู้ปกครองและนักเรียน)
นักเรียนมีโอกาสในการทำการบ้านอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองให้ความช่วยเหลือในส่วนที่จำเป็น และคอยดูแลให้เด็กทำงานให้เสร็จตามที่ได้รับมอบหมาย เด็กมีพื้นที่แลเบรรยากาศที่เหมาะสมในการอ่านหนังสือที่บ้าน แม้อาจต้องเตือนบ้างเป็นบางครั้ง แต่โดยรวมเด็กมีความตั้งใจและสามารถจัดสรรเวลาในการอ่านหนังสือหรือทบทวนบทเรียนได้พอสมควร ผู้ปกครองให้การสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์และกำลังใจ ส่งผลให้ภาวะการเรียนของเด็กเป็นไปในทิศทางที่ดี
7. บรรยายลักษณะเพื่อนบ้านหรือเพื่อนเล่นของนักเรียน (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์เพื่อนบ้านและนักเรียน)
พบว่าเพื่อนบ้านที่นักเรียนเล่นด้วยมีอายุใกล้เคียงกันและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เด็กมักเล่นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย เช่น เล่นของเล่นกลางแจ้ง เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นเกมที่ไม่รุนแรง เพื่อนบ้านมีท่าทีเป็นมิตร แบ่งปันอุปกรณ์ของเล่นให้กัน และให้ความร่วมมือระหว่างการเล่น เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ดี ไม่พบพฤติกรรมก้าวร้าวหรือการทะเลาะรุนแรง ผู้ปกครองของเพื่อนบ้านก็ดูแลบรรยากาศโดยรอบให้ปลอดภัย เหมาะสมกับการเล่นของเด็ก
8. บรรยายความสัมพันธ์ของนักเรียนกับสมาชิกในครัวเรือน (ใช้การสังเกตและการสัมภาษณ์)
นักเรียนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อสมาชิกภายในครัวเรือน เด็กมีความผูกพันกับมารดาและยินดีทำกิจวัตรร่วมกับครอบครัว เช่น การรับประทานอาหาร การทำงานบ้านง่าย ๆ และการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในแต่ละวัน สมาชิกในครอบครัวให้ความเอาใจใส่และสนับสนุนการเรียนของเด็กอย่างเหมาะสม เด็กมักแสดงพฤติกรรมเชื่อฟัง รับฟังคำแนะนำ และสามารถสื่อสารความต้องการของตนได้อย่างเปิดเผย บรรยากาศภายในบ้านมีความอบอุ่น ส่งผลให้เด็กมีท่าทีมั่นใจและมีความสุขเมื่อพูดถึงครอบครัวของตน
9. แนวทางความร่วมมือกับโรงเรียนในการพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนจากผู้ปกครองหรือ บิดา มารดา (ใช้การสังเกต การสัมภาษณ์และการให้คำปรึกษาร่วมด้วย)
ส่งเสริมความพร้อมทางด้านคณิตศาสตร์ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะพื้นฐาน เช่น การนับจำนวน การจำแนกรูปทรง การเปรียบเทียบปริมาณ และการสังเกตลำดับเหตุการณ์ ผู้ปกครองยินดีจัดสภาพแวดล้อมที่บ้านให้เด็กได้ฝึกฝนผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การนับของเล่น นับขั้นบันได แยกสิ่งของเป็นกลุ่ม หรือเล่นเกมตัวเลขง่าย ๆ รวมถึงติดตามผลการเรียนกับครูเป็นระยะ เพื่อร่วมกันวางแนวทางพัฒนาให้เด็กมีความเข้าใจที่ดีขึ้น และมีความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น
ข้อเสนอแนะ -
ภาพการเยี่ยมบ้าน
(ภาพถ่ายนักเรียนกับผู้ปกครอง)
![]() |
ภาพถ่ายบ้านนักเรียน ลักษณะบ้านเป็นบ้านชั้นเดียว ก่อสร้างด้วยปูน |
สรุปการสะท้อนคิดในการพัฒนาและแก้ปัญหาผู้เรียน
1. ท่านคิดว่าแนวทางและข้อเสนอแนะที่ได้จากโรงเรียน ร่วมกับผู้ปกครองจะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด (การวางแผน)
จากการวางแผนร่วมกันระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะสามารถพัฒนาและแก้ปัญหานักเรียนในด้านคณิตศาสตร์ได้ เนื่องจากมีการกำหนดแนวทางที่สอดคล้องกันทั้งที่บ้านและโรงเรียน เช่น การฝึกนับจำนวนผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การใช้สื่อช่วยสอนที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้ปกครองมีความตั้งใจให้ความร่วมมือ และครูก็ปรับกิจกรรมให้เหมาะกับระดับความเข้าใจของเด็ก จึงคาดว่าจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เข้าใจแนวคิดพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้น และลดปัญหาที่เคยพบก่อนหน้านี้
2. หากจะทำการศึกษานักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่องท่านจะมีแนวทางในการช่วยเหลือ พัฒนาและแก้ปัญหาของนักเรียนคนนี้อย่างไรบ้าง (เขียนให้เห็นถึงกระบวนการ วิธีการและความร่วมมือจากทุกฝ่าย) (วางแผน)
หากมีการศึกษาติดตามนักเรียนคนนี้อย่างต่อเนื่อง แนวทางในการช่วยเหลือและพัฒนาจะประกอบด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยดำเนินการดังนี้
1. การวางแผนร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครอง
· ครูอธิบายระดับความเข้าใจของเด็กในปัจจุบัน รวมถึงจุดที่เด็กยังสับสน เช่น การนับจำนวน การเปรียบเทียบมาก–น้อย หรือการจำแนกรูปทรง
· กำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวร่วมกัน เพื่อให้มีทิศทางพัฒนาเหมาะสมกับศักยภาพของเด็ก
· ผู้ปกครองและครูตกลงวิธีการติดตามผลร่วมกันเป็นประจำ เช่น รายสัปดาห์หรือ รายเดือน
2. กระบวนการช่วยเหลือและพัฒนาในห้องเรียน (บทบาทของครู)
· ครูจัดกิจกรรมคณิตศาสตร์แบบรูปธรรม (hands-on) เช่น นับลูกปัด บล็อกไม้ ของจริงจากห้องเรียน
· ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านเกม กิจกรรมจับคู่ และสถานการณ์จำลอง เพื่อให้เด็กเข้าใจ
ตัวเลขเกินกว่าแค่ท่องจำ
· สังเกตความก้าวหน้าเฉพาะรายบุคคล และปรับกิจกรรมให้เหมาะกับระดับการ
เข้าใจของเด็กในแต่ละช่วง
· ให้แรงเสริมเชิงบวก เพื่อสร้างความมั่นใจในการเรียนคณิตศาสตร์ของเด็ก
3. กระบวนการส่งเสริมที่บ้าน (บทบาทของผู้ปกครอง)
· ผู้ปกครองจัดกิจกรรมคณิตง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น นับผลไม้ นับขั้นบันได แยกช้อน–ส้อม หรือจำแนกของเล่นเป็นกลุ่ม
· ใช้สื่อประกอบง่าย ๆ เช่น บัตรตัวเลข เกมตัวเลข หนังสือภาพ เพื่อ reinforce สิ่งที่เรียนที่โรงเรียน
· ให้เวลาในการทำการบ้านหรือแบบฝึกหัดอย่างสม่ำเสมอ โดยให้กำลังใจ ไม่กดดันเด็ก
· รายงานพฤติกรรมและความก้าวหน้าของเด็กให้ครูทราบเพื่อปรับกิจกรรมต่อเนื่อง
4. การติดตามผลและปรับแผนร่วมกัน
· มีการทบทวนความก้าวหน้าทุกระยะ ตรวจสอบว่าจุดใดดีขึ้น จุดใดต้องเสริมเพิ่มเติม
· ปรับเป้าหมาย วิธีการ หรือสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก
· ส่งเสริมให้ครูและผู้ปกครองมีช่องทางการสื่อสารที่สม่ำเสมอ เช่น ไลน์กลุ่ม สมุดสื่อสาร หรือพบปะพูดคุยรายเดือน
ภาพการทำกิจกรรมในชั้นเรียน
ผลงานของเด็ก ที่แสดงถึงความภูมิใจในการเรียนรู้ด้านการนับ การคิด และการแก้ปัญหา
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation) การสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา โดยที่ครูใช้วิธีเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กในระหว่างการเรียนการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมตามที่เห็นและได้ยิน ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปและการสังเกตพฤติกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพัก สลับช่วงเวลา
4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้
การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น
5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก
ข้อดีของการสังเกต
1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน
2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต
4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก
2. การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเปิดโอกาสให้มีการสอบถามหรือสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก ทัศนคติการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ
3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ)
หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น
4. การทำสังคมมิติ (Sociogram) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน การทำสังคมมิติให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียวเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน
เครื่องมือสังคมมิติ
นิยมใช้ 2 วิธี คือ
1. การทายลักษณะ เช่น
ใครเอ่ย.......?
ใครเอ่ย หวงของเล่น?
ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
2. การสร้างภาพทางสังคม
ถ้า ....... หนูจะ .......... ?
ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียวครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ
ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กวัย 3-4 ปี
ชื่อนักเรียน…….... วันเดือนปี เกิด….....อายุ………ปี………เดือน
รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น
- ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
- ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
- สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
- ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
- สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
- ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
- ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
- ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้
6. การใช้แบบทดสอบ (Test) การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร
ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
7. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา
ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล
ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก
สำหรับเด็ก – ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป
สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน
สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก
- ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
- วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
- ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
- บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
- รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
- เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้
ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต.มปป.เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย.เข้าถึงได้จาก: https://drive.google.com/file/d/14gJxNQn_DpB91k7hdMlR7sf2dA8VckLE/view 25 พฤศจิกายน 2568



























