แบบฝึกคิด

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

กระบวนการทำกิจกรรมดอกไม้



 💐กระบวนการทำกิจกรรมดอกไม้💐


 💐กระบวนการทำกิจกรรมดอกไม


วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย



เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย
   
     การประเมินเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการ ความสามารถ ความสนใจ และความต้องการเฉพาะของเด็กแต่ละคน เพื่อวางแผนจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม การประเมินในช่วงวัยนี้จึงต้องใช้วิธีการที่หลากหลาย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับพัฒนาการตามธรรมชาติของเด็ก โดยเน้นการเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงผ่านกิจกรรมประจำวัน โดยเทคนิคที่นิยมใช้ ได้แก่

1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
การสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา โดยที่ครูใช้วิธีเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กในระหว่างการเรียนการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมตามที่เห็นและได้ยิน ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปและการสังเกตพฤติกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก

หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต
2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต
3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพัก สลับช่วงเวลา
4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้
3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น
5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา
6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง
7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ
1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต
1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน
2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ
3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ
4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง
5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ
ข้อจำกัดของการสังเกต
1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้
2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม
3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต
4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก


ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม








2. การสัมภาษณ์ (Interview) การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเปิดโอกาสให้มีการสอบถามหรือสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก ทัศนคติการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ (Interview) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง




2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง


ผู้สัมภาษณ์ต้องมีประสบการณ์ เชี่ยวชาญในการถาม-ตอบ


3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ)

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง



หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์
1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?
2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่
3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี
4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม
ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์
1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป
2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ
3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก
4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ


3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
    ▪ ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง
    ▪ พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
    ▪ มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก







4. การทำสังคมมิติ (Sociogram) เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน การทำสังคมมิติให้ครูทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียวเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน

เครื่องมือสังคมมิติ
นิยมใช้ 2 วิธี คือ
1. การทายลักษณะ เช่น
        ใครเอ่ย.......?
        ใครเอ่ย หวงของเล่น?
        ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?
2. การสร้างภาพทางสังคม
        ถ้า ....... หนูจะ .......... ?
        ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?


ตัวอย่างการทำสังคมมิติ








5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร 
หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียวครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก

ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ
ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กวัย 3-4 ปี
ชื่อนักเรียน…….... วันเดือนปี เกิด….....อายุ………ปี………เดือน
รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น 
โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
3 หมายถึง ดี
2 หมายถึง ปานกลาง
1 หมายถึง ควรปรับปรุง



ข้อดีของการใช้ Checklists
        - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว
        - ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล
        - สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที
        - ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร
        - สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ข้อจำกัดของการใช้ Checklists
        - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด
        - ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง
        - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้


6. การใช้แบบทดสอบ (Test)  การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวัง เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ การรับรู้ ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเอง ผู้ทดสอบควรตระหนักถึงจุดมุ่งหมายหรือจุดประสงค์ของการสอบว่ามีขึ้นเพื่ออะไร

ประเภทของแบบทดสอบ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made) มุ่งวัดผลการเรียนการสอน โดยยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standard test) สร้างขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญบบทดสอบโดยเฉพาะ ยึดเนื้อหาและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เป็นแกนร่วม ของทุกโรงเรียนในประเทศ

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
1. ความจำเป็นของการทดสอบ จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายในการทดสอบ
2. ลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเพื่อเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมควรวิเคราะห์จุดดีและจุดด้อย เพื่อสื่อความหมายและตีความผลสอบให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอย่างระมัดระวัง
3. ความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้


7. แฟ้มสะสมงาน (Portfolios) แฟ้มผลงานเด็กเป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยเป็นวิธีการบันทึกสิ่งที่เด็กทำ ความสามารถที่แสดงออก และความก้าวหน้าของเด็กในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา แฟ้มผลงานเด็กจึงไม่ใช่เพียงการเก็บตัวอย่างผลงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ ความพยายาม และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กในแต่ละช่วงเวลา

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก 
1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประโยชน์ของแฟ้มผลงานเด็ก

สำหรับเด็ก
– ช่วยให้เด็กเห็นความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ทำให้เกิดความภูมิใจในความสามารถของตัวเอง และกระตุ้นให้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อไป

สำหรับครู – ทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการของเด็กได้อย่างละเอียดและต่อเนื่อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนการสอนและปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กแต่ละคน

สำหรับผู้ปกครอง – แฟ้มผลงานเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจพัฒนาการของเด็ก และมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเรียนรู้ของเด็ก

8. สารนิทัศน์( Information ) การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

กระบวนการจัดทำสารนิทัศน์
1. เตรียมความพร้อม
    - รวบรวมวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น
    - ตั้งเป้าหมายและจุดมุ่งหมายของการจัดทำสารนิทัศน์
    - วางแผนการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมให้เด็กมีส่วนร่วม
2. รวบรวมข้อมูล
    - บันทึกจากการสังเกตอย่างละเอียด เช่น พฤติกรรม การตอบสนอง
    - ถ่ายภาพนิ่งหรือวิดีโอ เพื่อเป็นหลักฐาน
    - บันทึกผลงานของเด็ก เช่น ชิ้นงานศิลปะ แบบฝึกหัด หรือผลงานกลุ่ม
    - รวบรวมหลักฐานการสะท้อนตนเอง
3. จัดแสดงสารนิทัศน์
    - จัดแสดงผลงานให้มีความน่าสนใจและเป็นระบบ
    - เหมือนการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ได้เห็นพัฒนาการของเด็กอย่างชัดเจน

ประเภทของสารนิทัศน์
1. การบรรยายประสบการณ์ : การเขียนบรรยายเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
2. การสังเกตพัฒนาการ : บันทึกการสังเกตพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
3. แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) : รวบรวมผลงานที่เด็กทำขึ้น
4. ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม : เน้นผลงานที่เป็นรูปธรรมของเด็กแต่ละคนและกลุ่ม
5. การสะท้อนตนเอง : บันทึกการสะท้อนคิดของครูและเด็กเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้

อ้างอิง
ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต.มปป.เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย.เข้าถึงได้จาก: https://drive.google.com/file/d/14gJxNQn_DpB91k7hdMlR7sf2dA8VckLE/view 25 พฤศจิกายน 2568


วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

แบบฝึกคิด (1)


👉แบบฝึกคิด (1)👈

เมื่อนึกถึงคำว่า “การประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้” “การประเมินตามสภาพจริง”  “การทดสอบ” นักศึกษามีความคิด ความรู้สึก หรือประสบการณ์เกี่ยวกับคำเหล่านี้อย่างไรบ้าง
 เขียนบรรยายเป็นความเรียงด้วยลายมือ มีภาพประกอบได้เล็กน้อย (ความยาวรวมไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ)